วันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2557

14 มกราคม 2557
วิชาการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษEAED2209
เวลา  11.30 - 14.00 น.

หมายเหตุ
       ไม่มีการเรียนการสอน เพราะเพื่อนบางคนไม่สามารถมาเรียนได้ เกิดจากการ Shut Down BKK


ปิดกรุงเทพ 14 ม.ค. 57 เกาะติดข่าว bangkok shutdown ล่าสุดวันนี้
สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม
            เกาะติดข่าว ปิดกรุงเทพฯ 14 ม.ค. 57 ม็อบ กปปส. ยังปักหลักทุกเวที รอปฏิบัติการ bangkok shutdown วันที่ 2
            สวนลุม ที่ปักหลักค้างคืน เริ่มปฏิบัติภารกิจส่วนตัวตั้งแต่ช่วงเช้า ก่อนรอฟังความชัดเจนของแกนนำ ขณะที่ "ถาวร" เผย ม็อบชัตดาวน์เกินคาด ด้าน เลขา สมช. บอก ปิดกรุงเทพฯ ไม่เกินเป้าหมาย ย้ำไม่ขยายพื้นที่ พ.ร.บ.มั่นคง ยันกำลังพลเพียงพอ
            วันที่ 14 มกราคม 2557 บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ทุกเวที ยังคงเป็นไปอย่างปกติ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมที่ได้มีการปักหลักพักค้างคืนบริเวณสถานที่ชุมนุมตั้งแต่เมื่อคืนนี้ ได้ทยอยปฏิบัติภารกิจส่วนตัวและทำความสะอาดพื้นที่บริเวณชุมนุมโดยรอบ รอการเปิดเวทีอย่างเป็นทางการในช่วงสาย และรอฟังความชัดเจนของแกนนำในการเคลื่อนไหว
           ขณะที่ ทางฝั่งของ นปช. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำวานนี้ (13 มกราคม 2557) ทางกลุ่ม นปช. ได้เปิดเวทีหยุดรัฐประหารต้านกบฏ ขึ้นที่บริเวณด้านหน้าศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเรียกร้องให้ กปปส. ยุติการปิดกรุงเทพฯ และรณรงค์ประชาชนให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557
           ทั้งนี้ แกนนำ นปช. ได้ขึ้นกล่าวโจมตีการทำงานขององค์กรอิสระ อาทิ กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีทีท่าเหมือนเป็นชู้กับ กปปส. และการกระทำของกลุ่ม กปปส. ที่ปิดกรุงเทพฯ ว่า ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พร้อมประกาศว่าหากมีการรัฐประหารหรือยึดอำนาจ ก็จะพา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นมาต่อสู้กับเผด็จการ
           ส่วนทางด้าน นายวีระกานต์ มุสิกพงษ์ แกนนำ นปช. ได้เรียกร้องให้ประชาชนทั่วประเทศ ต้านรัฐประหารและกลุ่มกบฏ พร้อมเชิญชวนให้ออกมาเลือกตั้งกันเยอะ ๆ เพื่อเป็นการสั่งสอนว่าคนไทยส่วนใหญ่ รักษากติกาตามระบอบประชาธิปไตย ไม่เอารัฐประหารและไม่เอาเผด็จการ อย่างไรก็ดี หลังจากที่แกนนำกล่าวปราศรัยเสร็จแล้ว ก็ได้รวมตัวกับประชาชนจุดเทียนเพื่อให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. ด้วย
เกาะติดสถานการณ์ม็อบ กปปส. ปิดกรุงเทพฯ 14 มกราคม 2557
              22.00 น. อิสสระ สมชัย ประกาศปิดสะพานข้ามแยกลาดพร้าวตั้งแต่ 16.00-06.00 น. ตั้งแต่พรุ่งนี้ เพื่อความปลอดภัย
              21.46 น. กปปส. เวทีสวนลุมพินี ประกาศเตรียมเดินขบวนไปปิดสถานที่ราชการตั้งแต่ 07.30 น.
              20.21 น. พรุ่งนี้ (15 ม.ค.) เวลา 09.00 น. สุเทพ จะนำมวลชนจากเวทีอโศก เดินขบวนเรียกแขกที่ทองหล่อ-เอกมัย
              17.50 น. คปท. ใช้ถนนราชดำเนินชุมนุมต่อ หลังจาก กปปส. ย้ายออก ทำให้ถนนราชดำเนินหลายส่วนยังคงถูกปิดอยู่
              17.42 น. บรรยากาศที่เวทีราชประสงค์ เริ่มมีประชาชนทยอยเดินทางมาร่วมชุมนุมกับ กปปส. อย่างต่อเนื่อง
              17.35 น. สุเทพ ประกาศเตือน 7 รมต. ให้ระวังบ้านโดนตัดไฟ
              17.23 น. เวทีสวนลุมพินี แยกศาลาแดง มีประชาชนทยอยเดินทางมาร่วมชุมนุมในช่วงเย็นอย่างหนาแน่น
              17.13 น. ขบวน กปปส. กำลังเดินข้ามสะพานแยกสามเหลี่ยมดินแดง เพื่อมุ่งหน้าเวทีอนุสาวรีย์ชัยฯ
              17.07 น. หลวงปู่พุทธะอิสระ ประกาศยุบรวมเวทีที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ ให้เหลือเวทีหน้าดีเอสไอ เพียงเวทีเดียวเท่านั้น หลังจากหารือกับสุเทพ


รูปที่ดิฉันได้ไปประท้วง เพื่อชาติ

วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557

มกราคม 2557
วิชาการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษEAED2209 
เวลา  11.30 - 14.00 น.

เพื่อนๆนำเสนองานกลุ่มดังนี้
-เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
-เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
-เด็กที่มีปัญหาทางด้านพฤติกรรมหรืออารมณ์

บุคคลที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายหรือสุขภาพ

ความหมาย
        บุคคลที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกาย หรือสุขภาพหมายถึงบุคคลที่มีอวัยวะ
   ไม่สมส่วนอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนขาดหายไปกระดูกและกล้ามเนื้อพิการเจ็บป่วยเรื้อรังรุนแรงมีความพิการของระบบประสาท  มีความลำบากในการเคลื่อนไหวซึ่งอุปสรรคต่อการศึกษาในสภาพปกติ
สาเหตุ
1.มีความผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์ระยะ 3 เดือนแรก
2.โรคทางพันธุกรรม
3. ความผิดปกติระหว่างคลอดหรือหลังคลอด  
ความบกพร่องทางสุขภาพ 
1. โรคลมชัก
2. โรคระบบทางเดินหายใจโดยมีอาการเรื้อรังของโรคปอด                
3. โรคเบาหวาน              
4. โรคข้ออักเสบรูมาตอย                 

5. โรคศีรษะโต 

6. โรคหัวใจ               
7. โรคมะเร็ง
8. บาดเจ็บแล้วเลือดไหลไม่หยุด
วิธีการดูแล
การดูแลเอาใจใส่ให้ความรัก  ความเมตตา  การเลี้ยงดูอย่างเด็กปกติ                 
2  ผู้ที่เกี่ยวข้องยอมรับและเข้าใจในตัวเด็ก
3. พาเด็กออกสู่สังคม              
4. การฝึกหัดในการทำกิจกรรมต่างๆ  ควรเริ่มจากกิจกรรมที่ง่ายๆ                 
5. เปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกฝนกิจกรรมต่างๆด้วยตัวเอง         
6. พ่อ  แม่  ผู้ปกครอง  ควรให้ความร่วมมือกับทีม               
7. การฝึกหัดเด็กต้องทำอย่างสม่ำเสมอและด้วยอารมณ์มั่นคง  
8. การให้กำลังใจบุคคลที่มีเกี่ยวข้อง
http://school.obec.go.th/sakeaw/image/gcute03.gifบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาhttp://school.obec.go.th/sakeaw/image/gcute03.gif
ความหมาย 
บุคคลที่มีภาวะจำกัดในการปฏิบัติงานและแสดงลักษณะความสามารถทางสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์ปกติปรากฏร่วมกับมีความจำกัดทางทักษะด้านการปรับตัวอย่างน้อย 2 ทักษะหรือมากกว่า ทั้งนี้ต้องมีภาวะความบกพร่องทางสติปัญญาเกิดขึ้นก่อนอายุ 18 ปี
สาเหตุ
1.กรรมพันธุ์ โดยมีความผิดปกติของพันธุ์กรรมซึ่งทำให้เกิดภาวะปัญญาอ่อน ร่วมกับความพิการทางร่างกาย
2.สิ่งแวดล้อม ที่ทำให้สมองหยุดชะงักการเจริญเติบโต

แนวทางการพัฒนา
1.สนับสนุนทางกรศึกษา
2.ให้กำลังใจให้ความรัก
3.ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม

บุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรมและอารมณ์
ความหมาย
บุคคลที่มีอารมณ์และพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากปกติเป็นอย่างมาก และปัญหาทางพฤติกรรมนั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่เป็นที่ยอมรับทางสังคมส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็กและผู้อื่น เป็นผลมาจากความขัดแย้งของเด็กกับสภาพแวดล้อม หรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตัวเด็กเองขาดสัมพันธภาพกับเพื่อนหรือผู้อื่น
ลักษณะของเด็กที่มีปัญหาทางอารมณ์แลพฤติกรรม
1.การก้าวร้าว-ก่อกวน
2.การเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ
3.การปรับตัวทางสังคมเด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรมมีการปรับตัวทางสังคมไม่ถูกต้อง4.ความวิตกกังวลและปมด้อย
5.การหนีสังคมหรือการปลีกตัวออกจากสังคมเป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบนอย่างหนึ่ง
6.ความผิดปกติในการเรียน
การให้ความช่วยเหลือ
การดูแลป้องกัน
การวินิจฉัยโรค
ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์และพฤติกรรม
ดนตรีบำบัด
การยอมรับ
การจัดการศึกษา
การพัฒนาให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู ส่งเสริมพัฒนาการในทุกด้านเพื่อการอยู่ร่วมในสังคมอย่างมีความสุข
จัดรูปแบบการช่วยเหลือรายบุคคล
ร่วมมือกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย/เป็นศูนย์กลางการช่วยเหลือ


วันอังคารที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2556

31  ธันวาคม 2556
วิชาการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษEAED2209
เวลา  11.30 - 14.00 น.

หมายเหตุ

                      ไม่มีการเรียนการสอนเนื่องจากวันหยุดเทศกาลปีใหม่ และดิฉันได้หาเนื้อหาเพิ่มเติม

       ประวัติความเป็นมา วันปีใหม่

ความหมายของวันขึ้นปีใหม่ ตามพจนานุกรม ฉบับราชตบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของคำว่า " ปี" ไว้ดังนี้ ปี หมายถึง เวลา ชั่วโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครั้งหนึ่งราว 365 วัน : เวลา 12 เดือนตามสุริยคติ

ประวัติความเป็นมา

         วันปีใหม่ มีประวัติความเป็นมาซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและความเหมาะสม ตั้งแต่ในสมัยเริ่มแรกเมื่อชาวบาบิโลเนียเริ่มคิดค้นการใช้ปฏิทิน โดยอาศัยระยะต่าง ๆ ของดวงจันทร์เป็นหลักในการนับ เมื่อครบ 12 เดือนก็กำหนดว่าเป็น 1 ปี และเพื่อให้เกิดความพอดีระหว่างการนับปีตามปฏิทินกับปีตามฤดูกาล จึงได้เพิ่มเดือนเข้าไปอีก 1 เดือน เป็น 13 เดือนในทุก 4 ปี
ต่อมาชาวอียิปต์ กรีก และชาวเซมิติค ได้นำปฏิทินของชาวบาบิโลเนียมาดัดแปลงแก้ไข อีกหลายคราวเพื่อให้ตรงกับฤดูกาลมากยิ่งขึ้นจนถึงสมัยของกษัตริย์จูเลียต ซีซาร์ ได้นำความคิดของนักดาราศาสตร์ชาวอียิปต์ชื่อ โยซิเยนิส มาปรับปรุง ให้ปีหนึ่งมี 365 วัน ในทุก ๆ 4 ปี ให้เติมเดือนที่มี 28 วัน เพิ่มขึ้นอีก 1 วัน เป็น 29 วัน คือเดือนกุมภาพันธ์ เรียกว่า อธิกสุรทิน
เมื่อเพิ่มในเดือนกุมภาพันธ์มี 29 วันในทุก ๆ 4 ปี แต่วันในปฏิทินก็ยังไม่ค่อยตรงกับฤดูกาลนัก คือเวลาในปฏิทินยาวกว่าปีตามฤดูกาล เป็นเหตุให้ฤดูกาลมาถึงก่อนวันในปฏิทิน
และในวันที่ 21 มีนาคมตามปีปฏิทินของทุก ๆ ปี จะเป็นช่วงที่มีเวลากลางวันและกลางคืนเท่ากัน คือเป็นวันที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงทิศตะวันออก และลับลงตรงทิศตะวันตกเป๋ง วันนี้ทั่วโลกจึงมีช่วงเวลาเท่ากับ 12 ชั่วโมง เท่ากัน เรียกว่า วันทิวาราตรีเสมอภาคมีนาคม (Equinox in March)
แต่ในปี พ.ศ. 2125 วัน Equinox in March กลับไปเกิดขึ้นในวันที่ 11 มีนาคม แทนที่จะเป็นวันที่ 21 มีนาคม ดังนั้น พระสันตะปาปาเกรกอรี่ที่ 13 จึงทำการปรับปรุงแก้ไขหักวันออกไป 10 วันจากปีปฏิทิน และให้วันหลังจากวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2125 แทนที่จะเป็นวันที่ 5 ตุลาคม ก็ให้เปลี่ยนเป็นวันที่ 15 ตุลาคมแทน (เฉพาะในปี 2125 นี้) ปฏิทินแบบใหม่นี้จึงเรียกว่า ปฏิทินเกรกอเรี่ยน จากนั้นได้ปรับปรุงประกาศใช้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันเริ่มต้นของปีเป็นต้นมา

ความเป็นมาของ วันขึ้นปีใหม่ไทย
ในอดีต วันขึ้นปีใหม่ของไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว 4 ครั้งคือ ครั้งแรกถือเอาวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ซึ่ง ตรงกับเดือนมกราคม ครั้งที่ 2 กำหนดให้วันขึ้นปีใหม่ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ตามคติพราหมณ์ ซึ่งตรงกับเดือนเมษายน
การกำหนดวันขึ้นปีใหม่ใน 2 ครั้งนี้ ถือเอาทางจันทรคติเป็นหลัก ต่อมาได้ถือเอาทางสุริยคติแทน โดยกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ.2432 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะตามชนบทยังคงยึดถือเอาวันสงกรานต์เป็น วันขึ้นปีใหม่อยู่ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทางราชการเห็นว่าวันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ไม่สู้จะมีการรื่นเริงอะไรมากนัก สมควรที่จะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ จึงได้ประกาศให้มีงานรื่นเริงวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน 2477 ขึ้นใน กรุงเทพฯเป็นครั้งแรก
การจัดงานวันขึ้นปีใหม่ที่ได้เริ่มเมื่อวันที่ 1 เมษายน ได้แพร่หลายออกไปต่างจังหวัดในปีต่อๆมา และในปี พ.ศ.2479 ก็ได้มีการ จัดงานรื่นเริงปีใหม่ทั่วทุกจังหวัด วันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ในสมัยนั้นทางราชการเรียกว่า วันตรุษสงกรานต์

ต่อมาได้มีการพิจารณาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น ซึ่งมีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธานกรรมการ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม โดยกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม 2484 เป็น วันขึ้นปีใหม่เป็นต้นไป

เหตุผลที่ทางราชการได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายนมาเป็นวันที่ 1 มกราคม ก็คือ
1. ไม่ขัดกับพุทธศาสนาในด้านการนับวัน เดือน และการร่วมฉลองปีใหม่ด้วยการทำบุญ
2. เป็นการเลิกวิธีนำเอาลัทธิพราหมณ์มาคร่อมพระพุทธศาสนา
3. ทำให้เข้าสู่ระดับสากลที่ใช้อยู่ในประเทศทั่วโลก
4. เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรม คตินิยม และจารีตประเพณีของชาติไทย

กิจกรรมที่ชาวไทยส่วนใหญ่มักจะยึดถือปฏิบัติในวันขึ้นปีใหม่ได้แก่
1. การทำบุญตักบาตร โดยอาจตักบาตรที่บ้าน หรือไปที่วัดหรือตามสถานที่ต่างๆที่ทางราชการเชิญชวนไปร่วมทำบุญ
2. การกราบขอพรจากผู้ใหญ่ และอวยพรเพื่อนฝูง การมอบของขวัญ การมอบช่อดอกไม้ หรือการส่งบัตรอวยพร
3. การจัดงานรื่นเริง การจัดเลี้ยงในหมู่เพื่อนฝูง ญาติพี่น้องหรือตามหน่วยงานต่างๆ
วันขึ้นปีใหม่นับเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เราได้ทบทวนถึงการดำเนินชีวิตในอดีต เพื่อจะได้แก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นในอดีตให้ดีขึ้น

กิจกรรมใน วันขึ้นปีใหม่
วันที่ 1 มกราคม ของทุกปี จะมีการทำบุญตักบาตรและอุทิศส่วนกุศลผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ฟังเทศน์ ปล่อยปลา ปล่อยนก อวยพรซึ่งกันและกัน หรืออาจจะส่งการ์ดบัตรอวยพร ของขัวญไหว้ผู้ใหญ่เพื่อรับพร และสรงน้ำพระพุทธรูป ประดับธงชาติ และจะเตรียมทำความสะอาดบ้าน และที่พักอาศัย

เพลงวันปีใหม่ (เพลงพรปีใหม่ เพลงพระราชนิพนธ์ในหลวง)

ทำนอง: พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
คำร้อง: พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ


สวัสดีวันปีใหม่พา ให้บรรดาเราท่านรื่นรมย์
ฤกษ์ยามดีเปรมปรีดิ์ชื่นชม ต่างสุขสมนิยมยินดี
ข้าวิงวอนขอพรจากฟ้า ให้บรรดาปวงท่านสุขศรี
โปรดประทานพรโดยปรานี ให้ชาวไทยล้วนมีโชคชัย
ให้บรรดาปวงท่านสุขสันต์ ทุกวันทุกคืนชื่นชมให้สมฤทัย
ให้รุ่งเรืองในวันปีใหม่ ผองชาวไทยจงสวัสดี
ตลอดปีจงมีสุขใจ ตลอดไปนับแต่บัดนี้
ให้สิ้นทุกข์สุขเกษมเปรมปรีดิ์ สวัสดีวันปีใหม่เทอญ

เกี่ยวกับ เพลงพรปีใหม่
เพลงพระราชนิพนธ์ พรปีใหม่ เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 13 ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2494 เมื่อเสด็จนิวัตพระนคร และประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต มีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานพรปีใหม่ แก่บรรดาพสกนิกรไทยด้วยเพลง จึงทรงพระราชนิพนธ์เพลง "พรปีใหม่" และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องเป็นคำอำนวยพรปีใหม่ แล้วพระราชทานแก่วงดนตรี 2 วง คือ วงดนตรีนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำออกบรรเลง ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวงดนตรีสุนทราภรณ์ นำออกบรรเลง ณ ศาลาเฉลิมไทย ในวันปีใหม่ วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2495


วันอังคารที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2556

24  ธันวาคม 2556
วิชาการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษEAED2209
เวลา  11.30 - 14.00 น.

หมายเหตุ

                      ไม่มีการเรียนการสอนเนื่องจากสอบกลางภาค และดิฉันได้หาเนื้อหาเพิ่มเติม

ปัญหาพฤติกรรมของเด็กวัย 1-3 ปี
       จากการศึกษาพัฒนาการและพฤติกรรมของเด็กวัย 1-3 ปี พบว่า เด็กวัยนี้มีการเจริญเติบโตของเซลล์ประสาทอย่างรวดเร็ว โดยมีการสร้างเส้นใยประสาทและจุดเชื่อมต่อ (synapse) ของใยประสาท ซึ่งใยประสาทเหล่านี้มีผลต่อการเรียนรู้ ความคิด ความจำ ตลอดทั้งพฤติกรรมและพัฒนาการของเด็ก
ลักษณะพฤติกรรมเด็กวัย 1-3 ปี
        จากการศึกษาพัฒนาการและพฤติกรรมของเด็กวัย 1-3 ปี พบว่า เด็กวัยนี้มีการเจริญเติบโตของเซลล์ประสาทอย่างรวดเร็ว โดยมีการสร้างเส้นใยประสาทและจุดเชื่อมต่อ (synapse) ของใยประสาท ซึ่งใยประสาทเหล่านี้มีผลต่อการเรียนรู้ ความคิด ความจำ ตลอดทั้งพฤติกรรมและพัฒนาการของเด็ก ประกอบกับธรรมชาติของเด็กวัยนี้เริ่มมีกิจกรรมต่างๆ เกิดขึ้นมากมายจากการค้นคว้า และสำรวจสิ่งใหม่ๆ รอบตัว มีความเป็นตัวของตัวเอง มีความพร้อมทางทักษะของพัฒนาการมากขึ้น สามารถยืน เดิน วิ่ง ได้ด้วยตนเอง
ชนิดของพฤติกรรมที่เป็นปัญหา
1.       พันธุกรรม ปัญหาลักษณะทางพันธุกรรมบางอย่าง เช่น เด็กกลุ่มอาการดาวน์ เด็กกลุ่มนี้มี
ระดับสติปัญญาต่ำกว่าเด็กปกติ เรียนรู้ช้า มีความสนใจสั้น มีพฤติกรรมอยู่ไม่นิ่ง ไม่มีสมาธิ เด็กเหล่านี้มีการเคลื่อนไหวช้ากว่าปกติ ไม่คล่องตัวเนื่องจากกล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก
2.       สิ่งแวดล้อม พฤติกรรมที่เป็นปัญหาส่วนใหญ่ มักมีสาเหตุมาจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก
แทบทั้งสิ้น สภาพครอบครัว การเลี้ยงดูของคุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครอง มีอิทธิพลสูงต่อพฤติกรรมที่เกิดขึ้น สิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม หรือไม่เอื้ออำนวย ทำให้เกิดสภาพความกดดัน และมีผลต่อการปรับตัวของเด็ก บางครั้งจะพบว่าเด็กได้รับการดูแลเอาใจใส่ที่มากเกินไป (overprotection) หรือน้อยเกินไป(neglected)หรือขาดการกระตุ้นที่เหมาะสม (improper stimulation) ตามสภาพของเด็กแต่ละคน  {mospagebreak}
ลักษณะพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
1. พฤติกรรมการอยู่ไม่นิ่ง (ซน) จะพบว่าส่วนใหญ่เด็กวัยนี้ มีความอยากรู้อยากเห็น ต้องการสำรวจตรวจค้นอยู่แล้ว ตลอดทั้งมีภาวะอยู่ไม่นิ่ง ซน และมีช่วงความสนใจสั้น วอกแวก เคลื่อนไหวตัวเองอย่างไร้จุดหมาย แต่ลักษณะพฤติกรรมเช่นนี้จะพบในเด็กที่มีความต้องการพิเศษมากกว่าเด็กปกติในวัยเดียวกัน 
วิธีการแก้ไข
1.1    จัดสภาพแวดล้อมให้เป็นระเบียบ โดยลดสิ่งเร้ารอบตัวเด็ก เช่น เก็บของเล่นของเด็กเข้าตู้
หรือลิ้นชักให้เรียบร้อย ลดภาพหรือเครื่องตกแต่งภายในห้องเด็กให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อจะไม่กระตุ้นความสนใจของเด็กมากนัก
1.2    สร้างพฤติกรรมที่เหมาะสมให้กับเด็ก โดยใช้วิธีปรับพฤติกรรม โดยการสร้างเสริมความ
สนใจและคงสมาธิในขณะทำกิจกรรม เพื่อลดพฤติกรรมการอยู่ไม่นิ่งของเด็ก โดยการใช้ของเล่นเพื่อกระตุ้นความสนใจและคงสมาธิให้เด็กมีมากขึ้น อาจให้เด็กเล่นของเล่นครั้งละ 1 ชิ้น เมื่อเล่นเสร็จ ให้สัญญาณเตือนเด็กกว่า “จบ” หรือเสร็จ” และบอกว่า “เก็บ” กระตุ้นให้เด็กนำของเล่นเก็บเข้าที่ และเลือกของเล่นชิ้นต่อไปนำมาเล่นอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงเวลาของการเล่นในระยะแรก อาจเป็นช่วงสั้นๆ ประมาณ 1-2 นาที/ชิ้น และค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาในการเล่นกับเด็กต่อไป

ปัญหาของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นกับเด็กในวัยนี้ไม่ยากที่จะแก้ไข ถ้าเข้าใจถึงพัฒนาการของเด็กและเทคนิคการปรับพฤติกรรมอย่างเหมาะสม ก็สามารถนำเด็กไปสู่พฤติกรรมที่ดีที่เหมาะสมตามวัยของเด็กได้
สรุป

     การแก้ไขปัญหาพฤติกรรมของเด็กนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องยอมรับและตระหนักถึงปัญหาพฤติกรรมที่เกิดขึ้นก่อน จากนั้นต้องพยายามหาสาเหตุของพฤติกรรมที่เป็นปัญหา ซึ่งเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันโดยทางพันธุกรรมและการอบรมเลี้ยงดู วิธีการแก้ไขปัญหาพฤติกรรมแบบหนึ่ง อาจเหมาะสมกับเด็กคนหนึ่ง แต่อาจไม่เหมาะสมกับเด็กอีกคนหนึ่งก็ได้ ซึ่งการแก้ไขปัญหาพฤติกรรมของเด็กก็ควรทำเป็นรายบุคคล ถ้าคุณพ่อคุณแม่เข้าใจ และบำบัดพฤติกรรมที่เป็นปัญหาได้ทันท่วงที ก็จะสามารถขจัดปัญหาพฤติกรรมนั้นได้

วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2556

17 ธันวาคม 2556
วิชาการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ EAED2209

เวลา  11.30 - 14.00 น.

หมายเหตุ
         ไม่มีการเรียนการสอนเนื่องจากเป็นกีฬาสีของคณะศึกษาศาสตร์และดิฉันได้หาเนื้อหาเพิ่มเติม

 เด็กที่มีความต้องการพิเศษ

            การศึกษาพิเศษ (Special Educational) เป็นกระบวนการจัดการศึกษาให้สำหรับบุคคลที่มีความต้องการพิเศษ ได้แก่ เด็กปัญญาเลิศ เด็กที่มีความบกพร่องด้านสติปัญญา เด็กที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้ เด็กพิการซ้ำซ้อน เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ เด็กที่มีความบกพร่องด้านสายตา เด็กที่มีความบกพร่องด้านการได้ยิน เด็กที่มีปัญหาด้านอารมณ์ และสังคม หรือเด็กที่มีปัญหาด้านพฤติกรรม ซึ่งเด็กกลุ่มพิเศษเหล่านี้จะไม่สามารถได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการจัดการศึกษาแบบเดียวกันกับเด็กปกติ ดังนั้น การศึกษาพิเศษจึงมีความจำเป็นต่อการจัดการศึกษาแก่เด็กกลุ่มพิเศษดังกล่าว ซึ่งการจัดการศึกษาพิเศษได้รวมถึงด้านกระบวนการสอน วิธีการสอน เนื้อหาวิชา (หลักสูตร) เครื่องมือและอุปกรณ์ในการจัดการเรียนการสอนที่สนองตอบต่อความสามารถ และความต้องการของเด็กพิเศษเป็นรายบุคคล 

              การศึกษาพิเศษยังเป็นวงการที่แคบมากทางการศึกษาไทย แต่ผู้ที่มีความต้องการพิเศษกลับเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามก็ยังมีผู้คนอีกมากมายที่มองข้าม และไม่รู้ความหมายว่าการศึกษาพิเศษนั้นคืออะไร ครูการศึกษาพิเศษนั้นคือใคร เกี่ยวข้องกับเด็กพิเศษอย่างไร? เอาเป็นว่าการศึกษาพิเศษเป็นการจัดกระบวนการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับความต้องการของบุคคลที่มีความต้องการพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น เด็กปัญญาเลิศ เด็กที่มีความบกพร่องด้านสติปัญญา เด็กที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้ เด็กพิการซ้ำซ้อน เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ เด็กที่มีความบกพร่องด้านทางการเห็น เด็กที่มีความบกพร่องด้านการได้ยิน เด็กที่มีปัญหาด้านอารมณ์ และสังคม หรือเด็กที่มีปัญหาด้านพฤติกรรม ซึ่งเด็กกลุ่มพิเศษเหล่านี้จะไม่สามารถได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการจัดการเรียนการสอน และสาธารณประโยชน์ทางสังคม ครูการศึกษาพืเศษจึงได้จัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับเด็กแต่ละบุคคล แตกต่างกันออกไปตามความสามารถ และศักยภาพของเด็ก ครูการพิเศษต่างมีความอดทนสู้เพื่อที่ฝึกฝนและพัฒนาเด็กที่มีความต้องการพิเศษให้สามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างมีความสุข พยายามสู้กับสังคมอันเลวร้ายที่มองว่าเด็กที่มีความต้องการพิเศษหรือพิการนั้น เป็นบุคคลที่ไร้ความสามารถ จึงพิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม ให้เป็นที่ยอมรับจนบุคคลที่มีความต้องการพิเศษนั้นสามารถยืนหยัดอยู่ในสังความได้อย่างมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับคนปกติ พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ( ๒๕๕๑)กล่าว บุคคลซึ่งมีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันหรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคม เนื่องจากมีความบกพร่องทางการเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว การสื่อสาร จิตใจ อารมณ์ พฤติกรรม สติปัญญา การเรียนรู้ หรือความบกพร่องอื่นใดประกอบกับมีอุปสรรคในด้านต่างๆ และมีความต้องการจำเป็นพิเศษทางการศึกษาที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือด้านหนึ่งด้านใด เพื่อให้สามารถปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันหรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคมได้อย่างบุคคลทั่วไป ทั้งนี้ ตามประเภทและหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศกำหนด สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษาตาม มาตราที่ ๕ ระบุไว้ว่า คนพิการมีสิทธิทางการศึกษาดังนี้ (๑) ได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตั้งแต่แรกเกิดหรือพบความพิการจนตลอดชีวิต พร้อมทั้งได้รับเทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา (๒) เลือกบริการทางการศึกษา สถานศึกษา ระบบและรูปแบบการศึกษา โดยคำนึงถึงความสามารถ ความสนใจ ความถนัดและความต้องการจำเป็นพิเศษของบุคคลนั้น (๓) ได้รับการศึกษาที่มีมาตรฐานและประกันคุณภาพการศึกษา รวมทั้งการจัดหลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ การทดสอบทางการศึกษา ที่เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการจำเป็นพิเศษของคนพิการแต่ละประเภทและบุคคล